วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

มัลติมิเตอร์

การเลือกมัลติมิเตอร์

รูปข้างล่างเป็นมัลติมิเตอร์ที่มีราคาพอประมาณซึ่งเหมาะที่จะใช้กับอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป สามารถซื้อได้ในราคาราว1000 บาท ราคาที่ถูกมากกว่านี้อาจจะะพอใช้ได้กับโครงงานง่ายๆ แต่ในที่สุดก็คง ต้องหาซื้อใหม่อยู่ดี มัลติมิเตอร์ตัวแรกของคุณควรเลือกแบบดิจิตอลจะดีที่สุด

หากจะเลือกซื้อมัลติมิเตอร์ชนิดอนาลอกควรเลือกที่มีความไวสูงสำหรับพิสัยแรงดันกระแสไฟตรง เช่น 20kohm/V หรือมากกว่า หากต่ำกว่านี้จะไม่เหมาะกับอิเล็กทรอนิกส์ ปกติค่าความไวจะแสดงไว้ที่มุม ของเสกล ไม่ต้องไปสนใจค่ากระแสสลับต่ำๆ (ความไวของพิสัยกระแสสลับมีความสำคัญน้อยกว่า) ค่าสูงๆของไฟกระแสตรงก็สำคัญเช่นกัน ต้องระวังมัลติมิเตอร์ชนิดอนาลอกที่ขายราคาถูก เหมาะใช้ วัดไฟฟ้าในรถยนต์ จะมีความไวต่ำมาก


Digital Multimeter, photograph © Rapid Electronics
มัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล
ของ Rapid Electronics

มัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล

ดิจิตอลมิเตอร์แทบทุกชนิดใช้กำลังงานจากแบตเตอรี่ จึงไม่มีการกินกำลังจากวงจรที่ทดสอบ นั่นหมายถึงว่าในพิสัยแรงดันกระแสตรงมีความต้านทาน สูงมาก (ปกติเรียกว่าอิมพิแดนซ์ด้านเข้า) ประมาณ 1Mohm หรือสูงกว่า เช่น 10Mohm และจะไม่เกิดผลต่อวงจรที่ทำการทดสอบ

พิสัยการวัดธรรมดาทั่วไปสำหรับมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล(เหมือนตัวในรูป):
(ค่าที่ให้นี้เป็นค่าที่อ่านได้สูงสุดในแต่ละพิสัย)

  • แรงดัน DC: 200mV, 2000mV, 20V, 200V, 600V.
  • แรงดัน AC: 200V, 600V.
  • กระแส DC: 200µA, 2000µA, 20mA, 200mA, 10A*.
    *พิสัย 10A ปกติไม่ผ่านฟิวส์ และต้องต่อวัดกับช่องเสียบแยกต่างหาก
  • กระแส AC: ไม่มี (ไม่จำเป็นที่จะวัด)
  • ความต้านทาน: 200ohm, 2000ohm, 20kohm, 200kohm, 2000kohm, ทดสอบไดโอด
มัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลจะมีพิสัยเฉพาะสำหรับ ทดสอบไดโอด ทั้งนี้เพราะว่าพิสัยความต้านทานของมิเตอร์แบบนี้ไม่สามารถใช้ทดสอบไดโอดและอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำอื่นๆได้



Analogue Multimeter, photograph © Rapid Electronics

มัลติมิเตอร์แบบอนาลอก
ของ Rapid Electronics

SANWA YX-361TR มัลติมิเตอร์ยอดนิยมของ
ญี่ปุ่นราคาแพงหน่อยแต่ถ้าเป็นของจีนแดง
ยี่ห้อ SUNWA ราคาถูกกว่าประมาณ5เท่า

มัลติมิเตอร์แบบอนาลอก

มัลติมิเตอร์แบบอนาลอกจะกินกำลังเล็กน้อยจากวงจรที่ทดสอบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความไวอย่างน้อย 20kohm/V ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะมีผลทำให้วงจรที่ทดสอบผิดปกติและ ค่าที่อ่านได้ไม่ถูกต้อง สำหรับรายละเอียดดูเรื่อง ความไว ด้านล่าง

แบตเตอรี่ภายในมิเตอร์มีไว้สำหรับพิสัยการวัดความต้านทาน ใช้ได้นานเป็นปี แต่ต้องไม่ให้สายมิเตอร์แตะกัน หากตั้งพิสัยการวัดความต้านทานไว้ เพราะจะทำให้แบตเตอรี่หมด และเพื่อป้องกันแบตเตอรี่หมดเร็ว เมื่อเลิกใช้งานควรปรับตั้งไว้ที่ตำแหน่งอื่นๆหรือตำแหน่งปิด

พิสัยการวัดธรรมดาทั่วไปสำหรับมัลติมิเตอร์แบบอนาลอก(เหมือนตัวในรูป):
(ค่าแรงดันและกระแสที่ให้นี้เป็นค่าที่อ่านได้สูงสุดในแต่ละพิสัย)

  • แรงดัน DC: 0.5V, 2.5V, 10V, 50V, 250V, 1000V.
  • แรงดัน AC: 10V, 50V, 250V, 1000V.
  • กระแส DC: 50µA, 2.5mA, 25mA, 250mA.
    ปกติมิเตอร์แบบนี้จะไม่มีพิสัยวัดกระแสสูง
  • กระแส AC: ไม่มี (ไม่จำเป็นที่จะวัด)
  • ความต้านทาน: 20ohm, 200ohm, 2kohm, 20kohm, 200kohm.
    ค่านี้เป็นค่าความต้านทานที่กลางเสกลชองแต่ละพิสัย
ในกรณีที่ไม่มีตำแหน่งปิด(0ff) เป็นความคิดที่ดีหากจะตั้งมัลติมิเตอร์แบบอนาลอกไว้ที่พิสัยการวัดแรงดันกระแสตรง เช่น 10V เมื่อเลิกใช้งาน เพราะโอกาสที่จะเสียหายอันเกิดจาการวัดผิดพิสัยนี้มีน้อยกว่า และใช้ได้เลยในการวัดครั้งต่อไป เนื่องจากพิสัยนี้จะถูกใช้มากที่สุด

ความไวของมัลติมิเตอร์แบบอนาลอก

มัลติมิเตอร์ต้องมีความไวอย่างน้อย 20kohm/V ไม่เช่นนั้นแล้วความต้านทานในพิสัยการวัดแรงดันกระแสตรงจะต่ำเกินไป อาจทำให้มีผลต่อวงจรที่ทดสอบและค่าที่อ่านได้ผิดพลาด ดังนั้นเพื่อให้อ่านค่า ได้ถูกต้อง ค่าความต้านทานมิเตอร์ต้องสูงกว่าความต้านทานของวงจรอย่างน้อย 10 เท่า (ค่าความต้านทานสูงสุดของวงจรตรงจุดที่ต่อมิเตอร์ทดสอบ) เราสามารถเพิ่มความต้านทานของมิเตอร์ได้โดย การเลือกพิสัยแรงดันที่สูงกว่า แต่อาจจะทำให้การอ่านค่าน้อยๆได้ไม่เที่ยงนัก

ที่พิสัยการวัดแรงดันกระแสตรงใดๆ:
ความต้านทานของมิเตอร์แบบอนาลอก = ความไว × ค่าอ่านสูงสุดของพิสัย
เช่น มิเตอร์ที่มีความไว 20kohm/V ที่พิสัย 10V จะมีความต้านทาน 20kohm/V × 10V = 200kohm.

สำหรับมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลแล้วจะต่างออกไปคือค่าความต้านทานทุกพิสัยการวัดแรงดันกระแสตรงจะคงที่ อย่างน้อยก็ 1Mohm (ส่วนมาก10Mohm) ซึ่งมากพอสำหรับการวัดทดสอบได้กับ วงจรทุกรูปแบบ




การวัดแรงดันและกระแสด้วยมัลติมิเตอร์

  1. เลือกพิสัยการวัดที่คาดว่าสูงกว่าค่าแรงดันที่เราจะวัด
  2. ต่อมิเตอร์ โดยต้องแน่ใจว่าถูกขั้ว
    มิเตอร์แบบดิจิตอลต่อผิดขั้วไม่เป็นไร แต่มิเตอร์แบบอนาลอกหากกลับขั้วจะทำให้เสียหายได้
  3. หากค่าที่อ่านได้เกินเสกล: ต้องเอาสายแดงมิเตอร์ออกทันที
    แล้วเลือกพิสัยที่สูงกว่าก่อนวัดใหม่

    สายวัดมิเตอร์(โพรบ) สีแดงบวก(+) สีดำลบ(-)

มัลติมิเตอร์อาจเสียหายได้ง่ายหากไม่ระมัดระวังในการใช้ จึงมีข้อควรระวังดังนี้:
  • ต้องเอาสายวัดออกจากวงจรทดสอบก่อนที่จะปรับเปลี่ยนพิสัยการวัด
  • ต้องตรวจดูพิสัยการวัดก่อนที่จะต่อเข้าวงจรทดสอบเสมอ
  • อย่าปรับมัลติมิเตอร์ทิ้งไว้ที่พิสัยการวัดกระแส(ยกเว้นเมื่อต้องการวัดกระแส)
    อันตรายสูงสุดทำให้มิเตอร์เสียหายเกิดจากพิสัยการวัดกระแส เพราะมึความต้านทานต่ำมาก

การวัดแรงดันที่จุดต่างๆ

เมื่อทดสอบวงจร เรามักต้องการทราบค่าแรงดันที่จุดต่างๆ เข่น แรงดันที่ขา 2 ของไอซีไทเมอร์ 555 ตอนแรกอาจยังงงว่าจะต่อสายวัดของมัลติมิเตอร์อย่างไร
Measuring voltage at a point
การวัดแรงดันที่จุดต่างๆ
  • ต่อสายสีดำ (ลบ-) กับ 0V ซึ่งปกติคือขั้วลบของแบตเตอรี่หรือแหล่งจ่ายกำลัง
  • ต่อสายสีแดง (บวก +) กับจุดที่ต้องการวัดแรงดัน
  • สายสีดำสามารถต่อคงที่ไว้ที่ 0V แล้วใช้สายสีแดง เป็นโพรบวัดแรงดันที่จุดต่างๆ
  • อาจใช้ปากคีบ(ปากจรเข้)ต่อไว้ที่ปลายสายสีดำของมัลติมิเตอร์ เพื่อสะดวกในการคีบค้างไว้
แรงดันที่จุดใดๆหมายถึงความต่างศักด์ระหว่างจุดนั้นกับจุด 0V (ศูนย์โวลท์) ซึ่งปกติคือขั้วลบของแบตเตอรี่หรือของแหล่งจ่ายไฟ สำหรับแผนภาพวงจรจะมีตัวอักษร 0V หรือสัญลักษณ์ดินกำกับไว้

Multimeter scales
เสกลของมัลติมิเตอร์แบบอนาลอก
ปรากฎเสกลมากมายลายตา แต่โปรดจำไว้ว่า
แต่ละครั้งเราใช้อ่านเพียงเสกลเดียว
เสกลบนสุดใช้สำหรับวัดความต้านทาน

การอ่านเสกลแบบอนาลอก

ตรวจดูการตั้งสวิทช์พิสัยการวัดและเลือกดูเสกลที่เหมาะเจาะ บางพิสัยเมื่ออ่านได้แล้วต้องคูณหรือหารด้วย 10 หรือ 100 ดังตัวอย่างการอ่านจากข้างล่าง สำหรับแรงดันกระแสสลับ การแบ่งเสกลจะค่อนข้างต่างจาก เสกลอื่น ให้อ่านที่เสกลสีแดง

ตัวอย่างการอ่านจากเสกล:
พิสัย DC 10V : 4.4V (อ่านจากเสกล 0-10 โดยตรง)
พิสัย DC 50V : 22V (อ่านจากเสกล 0-50 โดยตรง)
พิสัย DC 25mA : 11mA (อ่านจากเสกล 0-250 แล้วหารด้วย 10)
พิสัย AC 10V : 4.45V (ใช้เสกลสีแดง แต่อ่านจากเสกล 0-10)

หากยังไม่คุ้นเคยกับการอ่านเสกลแบบอนาลอก ให้กลับไปดู การแสดงผลแบบอนาลอก ในหน้ามิเตอร์แบบธรรมดา




การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์

การวัดความต้านทานของอุปกรณ์จะต้องไม่วัดในวงจร เพราะจะได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง(แม้จะตัดแหล่งจ่ายกำลังออก)หรืออาจทำให้มัลติมิเตอร์เสียหายได้

เทคนิคการใช้มิเตอร์แต่ละแบบจะต่างกันจึงขอแยกอธิบายวิธีปฏิบัติดังนี้:

การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล

  1. ตั้งพิสัยการวัดความต้านทานให้สูงกว่าความต้านทานที่คาดว่าจะวัด
    สังเกตว่าหน้าปัดมิเตอร์จะแสดงอาการเกินเสกล (ปกติจะว่างเปล่า ยกเว้นเลข 1 ด้านซ้าย) ไม่ต้องกังวล ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด เพราะเท่ากับเราวัดความต้านทานของอากาศซึ่งมีค่าสูงมาก
  2. เอาสายวัด(โพรบ)มิเตอร์แตะกัน มิเตอร์จะอ่านได้ศูนย์
    ถ้าอ่านไม่ได้ศูนย์ ให้บิดสวิทช์ไปตั้งค่าศูนย์ (Set Zero) หากมิเตอร์มีการปรับค่าศูนย์ได้
  3. ต่อโพรบวัดคร่อมอุปกรณ์
    ต้องต่อสัมผัสให้แน่นเพื่อจะได้อ่านค่าที่ถูกต้อง

การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์แบบอนาลอก

เสกลค่าความต้านทานของมิเตอร์แบบอนาลอกจะอยู่ข้างบนสุด เป็นเสกลที่ไม่ปกติเพราะต้องอ่านค่าย้อนหลังและไม่เป็นเชิงเส้น ทำให้อ่านไม่ค่อยสะดวก แต่จะทำไงได้ในเมื่อมิเตอร์มัน
ทำงานอย่างนั้น
  1. ตั้งพิสัยการวัดความต้านทานของมิเตอร์ที่เหมาะสม
    ควรเลือกพิสัยที่เราคาดว่าความต้านทานที่วัดได้จะอยู่ใกล้ๆกลางเสกล ตัวอย่าง เช่น จากเสกลข้างล่าง หากจะวัดความต้านทานประมาณ 50kohm ให้เลือกพิสัย × 1kohm
  2. แตะสายวัดเข้าด้วยกันแล้วปรับปุ่ม "0ohm ADJ" จนกระทั่งเข็มชี้ที่ศูนย์(ทางด้านขวา)
    หากไม่สามารถปรับให้เข็มชี้ศูนย์ได้แสดงว่าแบตเตอรี่ในมิเตอร์หมดต้องเปลี่ยนใหม่
  3. ต่อโพรบวัดคร่อมอุปกรณ์
    ต้องต่อสัมผัสให้แน่นเพื่อจะได้อ่านค่าที่ถูกต้อง
Multimeter scales
เสกลของมัลติมิเตอร์แบบอนาลอก
เสกลความต้านทานอยู่บนสุด สังเกตว่าต้องอ่านกลับด้านและไม่เป็นเชิงเส้น

การอ่านเสกลความต้านทานอนาลอก

สำหรับเสกลความต้านทานอยู่บนสุด จะสังเกตเห็นว่าต้องอ่านกลับด้านและไม่เป็นเชิงเส้น

ตรวจดูสวิทช์พิสัยที่ตั้งไว้ ก็จะรู้ตัวคูณเมื่ออ่านค่าได้

ตัวอย่างอ่านจากเสกลที่แสดงในรูป:
พิสัย × 10ohm : 260ohm
พิสัย × 1kohm : 26kohm

หากยังไม่ชินหรือคุ้นเคยกับการอ่านเสกลแบบอนาลอก ให้ลองไปอ่านหน้าแสดงผลแบบอนาลอก ในส่วนของ มิเตอร์ธรรมดา


การทดสอบไดโอดด้วยมัลติมิเตอร์

เทคนิคการใช้มิเตอร์แต่ละแบบจะต่างกันจึงขอแยกอธิบายวิธีปฏิบัติดังนี้:
Diode connections
ไดโอด
a = แอโนด(anode)
k = แคโทด(cathode)

การทดสอบไดโอดด้วยมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล

  • มัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลสามารถปรับตั้งเพื่อทดสอบไดโอดโดยเฉพาะ ตรงตำแหน่งที่มีรูปสัญลักษณ์ไดโอด
  • ต่อสายสี แดง (+) เข้ากับแอโนด และสายสีดำ (-) เข้ากับแคโทด ไดโอดจะนำกระแสและมิเตอร์จะแสดงค่าออกมา (ปกติแรงดันตกคร่อมไดโอดมีค่าเป็น mV 1000mV = 1V).
  • ต่อสายมิเตอร์กลับขั้ว ไดโอดจะไม่นำกระแส มิเตอร์จะแสดงเกินเสกล(ปกติจะว่างเปล่ายกเว้นเลข 1 ด้านซ้าย)

การทดสอบไดโอดด้วยมัลติมิเตอร์แบบอนาลอก

  • ตั้งพิสัยการวัดความต้านทานของมัลติมิเตอร์แบบอนาลอกไปที่ค่าต่ำ เช่น × 10.
  • สำคัญต้องจำไว้ว่า ขั้วของสายมัลติมิเตอร์แบบอนาลอกจะกลับกันในพิสัยการวัดความต้านทาน คือ สายสีดำเป็นบวก (+) และสายสีแดงเป็นลบ(-) โชคไม่ดีที่เป็นเช่นนี้ แต่จะทำไงได้ในเมื่อมิเตอร์มันต้องทำงานอย่างนั้น
  • ต่อสายสีดำ (+) เข้ากับแอโนดและสายสีแดง (-) เข้ากับแคโทด ไดโอดจะนำกระแสและเข็มมิเตอร์ชี้ค่าความต้านทานต่ำ
  • ต่อสายกลับขั้ว ไดโอดจะไม่นำกระแส เข็มมิเตอร์จะชี้ที่ค่าความต้านทานอสงไขย(infinity)(ด้านซ้ายของเสกล)
รายละเอียดมากกว่านี้ดูที่หน้า ไดโอด
คุณจะพบว่าการทดสอบไดโอดนั้นง่ายมากใน โครงงาน เครื่องทดสอบอย่างง่าย

บนสุดของหน้า การเลือก ดิจิตอล อนาลอก แรงดันและกระแส ความต้านทาน ไดโอด ทรานซิสเตอร์

การทดสอบทรานซิสเตอร์ด้วยมัลติมิเตอร์

Testing a transistor
การทดสอบทรานซิสเตอร์ชนิด NPN
ตั้งมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลที่ตำแหน่งทดสอบไดโอด และสำหรับมัลติมิเตอร์แบบอนาลอก ตั้งที่พิสัยความต้านทานต่ำสุด เช่น × 10 ดังที่
อธิบายข้างบนในการทดสอบไดโอด

วัดแต่ละคู่ทั้สองทาง (รวมวัดหกครั้ง):

  • รอยต่อระหว่างเบส-อิมิทเตอร์ (BE) จะมีคุณสมบัติเหมือนกับไดโอดและนำกระแสทางเดียว
  • รอยต่อระหว่างเบส-คอลเลคเตอร์ (BC) จะมีคุณสมบัติเหมือนกับไดโอดและนำกระแสทางเดียว
  • ระหว่างคอลเลคเตอร์-อิมิทเตอร์ (CE) จะต้องไม่นำกระแสทั้งสองทาง
แผนภาพแสดงคุณสมบัติรอยต่อของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN สำหรับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP ตัวไดโอดจะกลับด้านกัน และใช้การทดสอบวิธีเดียวกัน

รายละเอียดมากกว่านี้กรุณาดูที่หน้า ทรานซิสเตอร์
คุณจะพบว่าการทดสอบทรานซิสเตอร์กับโครงงาน เครื่องทดสอบอย่างง่าย นั้นง่ายมาก

มัลติมิเตอร์บางชนิดจะมีฟังชั่นการทดสอบทรานซิสเตอร์ กรุณาทำตามรายละเอียดในคู่มือที่ให้มา


หน้าต่อไป: ความต้านทาน เรียนอิเล็กทรอนิกส์

มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ

อเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส
มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส
แบ่งออกตามโครงสร้างและหลักการทำงานของมอเตอร์ได้ 2 แบบ คือ
1. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส แบบอินดักชั่น
(3 Phase Induction Motor)
2. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส แบบซิงโครนัส
(3 Phase Synchronous Motor)

1. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส แบบอินดักชั่น
มอเตอร์ไฟสลับ 3 ที่มีคุณสมบัติที่ดี คือมีความเร็วรอบคงทีเนื่องจากความเร็วรอบ
อินดักชั่นมอเตอร์ขึ้นอยู่กับความถี่ี่(Frequency)ของแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ
มีราคาถูกโครงสร้างไม่ซับซ้อน สะดวกในการบำรุงรักษาเพราะไม่มีคอมมิวเตเตอร์
และแปรงถ่านเหมือนมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงมื่อใช้ร่วมกับเครื่องควบคุมความเร็ว
แบบอินเวอร์เตอร์ (Invertor) สามารถควบคุมความเร็ว (Speed) ได้ตั้งแต่ศูนย์
จนถึงความเร็วตามพิกัดของมอเตอร์นิยมใช้กันมาก เป็นต้น
กำลังในโรงงานอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนลิฟท์ขับเคลื่อนสายพานลำเลียง
ขับเคลื่อนเครื่องจักรไฟฟ้า เช่น เครื่องไส เครื่องกลึง
มอเตอร์อินดักชั่นมี 2 แบบ แบ่งตามลักษณะตัวหมุนคือ



1.1 อินดักชั่นมอเตอร์ที่มีโรเตอร์แบบกรงกระรอก(Squirrel Cage Induction Motor)
อินดักชั่นมอเตอร์แบบนี้ ตัวโรเตอร์จะมีโครงสร้างแบบกรงกระรอกเหมือนกับโรเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์

รูปโรเตอร์แบบกรงกระรอก
รูปสเตเตอร์ ของอินดักชั่นมอเตอร์


1.2 อินดักชั่นมอเตอร์ที่มีโรเตอร์แบบขดลวด(Wound Rotor Induction Motors)

อินดักชั่นมอเตอร์ชนิดนี้ตัวโรเตอร์จะทำจากเหล็กแผ่นบาง ๆ อัดซ้อนกันเป็นตัวทุ่นคล้าย ๆ
อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง มีร่องสำหรับวางขดลวดของตัวโรเตอร์เป็นขดลวด 3 ชุด
สำหรับสร้างขั่วแม่เหล็ก 3 เฟสเช่นกันปลายของขดลวดทั้ง 3 ชุดต่อกับสปริง(Slip Ring)
จำนวน 3 อันสำหรับเป็นทางให้กระแสไฟฟ้าครบวงจรทั้ง 3 เฟสการทำงานของอินดักชั่นมอเตอร์
เมื่อจ่ายไฟฟ้าสลับ 3 เฟสให้ที่ขดลวดทั้ง 3 ของตัวสเตเตอร์จะเกิดสนามแม่เหล็กหมุนรอบ ๆ
ตัวสเตเตอร์ ทำให้ตัวหมุน(โรเตอร์) ได้รับการเหนี่ยวนำทำให้เกิดขั่วแม่เหล็กที่ตัวโรเตอร์
และขั่วแม่เหล็กนี้ จะพยายามดึงดูดกับสนามแม่เหล็กที่หมุนอยู่รอบ ๆ ทำให้มอเตอร์
ของอินดักชั่นมอเตอร์หมุนไปได้ ความเร็ว ของสนามแม่เหล็กหมุนที่ตัวสเตเตอร์นี้จะคงที่ตามความถี่
ี่ของไฟฟ้ากระแสสลับ ดังนั้นโรเตอร์ของอินดักชั่น ของมอเตอร์ จึงหมุนตามสนามหมุน
ดังกล่าวไปด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วเท่ากับความเร็วของสนามแม่เหล็กหมุน

2. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟสแบบซิงโครนัสเป็นมอเตอร์ได้ใหญ่ที่สุด

ซิงโครนัสมอเตอร์เป็นมอเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุด
ทีขนาดพิกัดของกำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 150 kW (200 hp)
จนถึง 15 MW (20,000 hp)
มีความเร็วตั้งแต่ 150 ถึง 1,800 RPM


มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟสแบบซิงโครนัส (3 Phase Synchronous Motor)

โครงสร้างของซิงโครนัสมอเตอร์ ที่สำคัญมี 2 ส่วนคือ
1. สเตเตอร์ (Stator)
2. โรเตอร์(Rotor)


1. สเตเตอร์ (Stator) ของซิงโครนัสมอเตอร์เหมือนกับสเตเตอร์ของ 3 เฟส
อินดักชั่นมอเตอร์มีร่องสำหรับพันขดลวดจำนวน 3 ชุด เฟสละ1 ชุด
เมื่ื่อจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส ให้กับสเตเตอร์จะเกิดสนามแม่เหล็กหมุนขึ้น
เมื่อสนามแม่เหล็กหมุนอินดักชั่นมอเตอร์

2. โรเตอร์(Rotor) ของซิงโครนัสมอเตอร ์

เป็นแบบขั่วแม่เหล็กยื่น (Salient Poles) และมีขดลวดพันข้าง ๆ
ขั่วแม่เหล็กยื่นเหล่านั้นขดลวดสนามแม่เหล็กที่พันรอบขั้วแม่เหล็กยื่น
ี้ต่อกับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงภายนอก เพื่อสร้างขั้วแม่เหล็กขึ้น
ที่ตัวโรเตอร์การทำงานของซิงโครนัสมอเตอร์เมื่อจ่ายไฟฟ้า
กระแสสลับ 3 เฟส ให้กับสเตเตอร์ของซิงโครนัสมอเตอร์
จะเกิดสนามแม่เหล็กหมุนเนื่องจากตัวหมุน (โรเตอร์)
ของซิงโครนัสมอเตอร์์เป็นแบบขั้วแม่เหล็กยื่น และมีขดลวด
สนามแม่เหล็กพันอยู่รอบ ๆโดยใช้แหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสภายนอก
เมื่อจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงให้กับโรเตอรจะทำให้เกิดขั้วแม่เหล็ก
ที่โรเตอร์์์ ขึ้นขั้วแม่เหล็กนี้จะเกาะตามการหมุนของสนามหมุน
ของสเตเตอร์ ทำให้มอเตอร์หมุนไปด้วยความเร็วเท่ากับความเร็ว
ของสนามแม่เหล็กที่สเตเตอร์้